วันพฤหัสบดีที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2561

หนุ่มหนอนหนังสือ : Exercise Pill กินยาแทนการออกกำลังกาย

หนุ่มหนอนหนังสือ ... สวัสดีครับ


อาจเป็น #ความฝันของใครหลายคน ที่อยากผอมโดยที่ไม่ต้องออกกำลังกาย ... (ผมเองก็เช่นกัน 555)


ไม่รู้ว่านี่เป็น #ข่าวดีหรือเปล่า นะครับ ...
ผมได้อ่านบทความหนึ่งซึ่งหลายๆ คนน่าจะสนใจอยู่ไม่น้อยเลย ... นั่นก็คือ #การลดความอ้วน ด้วย #ExercisePill หรือ #ยาเอ็กเซอร์ไซส์ (ที่แปลว่าออกกำลังกาย) คือ #ยาที่มีผลทำให้ผอมลงโดยไม่ต้องออกกำลังกาย เลยครับ

มาดูแหล่งที่มาของการค้นพบกันก่อนดีกว่า ...
ยาตัวนี้ถูกค้นพบจาก สถาบันชีววิทยา Salt Institute for Biological Studies แห่งประเทศสหรัฐอเมริกา (USA) ครับ สำหรับยาเอ็กเซอร์ไซส์นี้สามารถ #ทำให้ยีนส์ที่อยู่ในร่างกายของคนเราเข้าใจไปเองว่าเราได้ไปออกกำลังกายมาแล้ว เมื่อร่างกายรับรู้ว่าไปออกกำลังกายมา ก็เตรียมวิถีแห่งคน(จะ)ผอมไว้ได้เลยนะครับ

มีการทำวิจัยภายในสถาบันฯ โดยใช้หนูเป็นตัวทดลองเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มที่กินยาเอ็กเซอร์ไซส์กับกลุ่มที่ไม่ได้กินยา เพื่อให้ได้ข้อประจักษ์เกี่ยวกับประสิทธิภาพของยาตัวนี้ และผลจากการศึกษาก็พบว่า หนูที่กินยานี้กลับมีรูปร่างที่ดีมาก วิ่งได้ทนมากขึ้น กระปรี้กระเปร่า ดีกว่าหนูอีกกลุ่มที่ดูเชื่อช้าและอ้วนขึ้นเรื่อยๆ


ยาเอ็กเซอร์ไซส์ ตัวนี้ ยังสามารถที่จะ #ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดลดระดับลง นั่นหมายความว่า ร่างกายก็จะไม่เหนื่อยล้า ไม่หิวและหงุดหงิดง่ายด้วย ... ช่างเป็นสรรพคุณในฝันของคนที่อยากลดความอ้วนจริงๆ เลย เนอะ

แต่ความเป็นจริง ผู้ค้นคว้าเรื่องยาตัวนี้ ไม่ได้คาดหวังกับกลุ่มคนที่อยากลดความอ้วนให้หันมากินยาเอ็กเซอร์ไซส์นี้ เพราะ #ประสิทธิผลของยานั้นควรได้รับประโยชน์มากที่สุดในกลุ่มคนที่มีอุปสรรคในการเคลื่อนไหวร่างกาย อย่างไรก็ตามก็ยังต้องรอความชัดเจนของผลข้างเคียงว่า #การกินยาตัวนี้เป็นระยะเวลานานจะมีผลต่อร่างกายอย่างไรบ้างคงต้องศึกษากันให้ละเอียดมากขึ้น ...

ก็เท่ากับว่า ตอนนี้ไม่มียาใดที่วิเศษไปกว่า #การดูแลควบคุมโภชนาการในการรับประทานอาหารได้อย่างถูกต้องและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ...


ไม่ต้องรอยาหลอกยีนส์ ถ้าอยากให้ชีวิตมีสุขภาพดีก็ควร #ออกกำลังกายต่อไม่รอแล้วนะ



หากต้องการค้นหารายการหนังสือเล่มอื่นๆ เพิ่มเติม ...  แวะชม 🕮 ที่นี่นะครับ 




วันศุกร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2561

หนุ่มหนอนหนังสือ - คนบ้าที่หน้าประตู #เปิดใจ หรือ #ปิดใจ

หนุ่มหนอนหนังสือ ... สวัสดีครับ






Open Mind … การเปิดใจ ไม่ใช่ทำได้ง่ายกับทุกคน

หากเปรียบจิตใจเหมือนกับประตู ... ประตูใจของแต่ละคนก็ถูกออกแบบมาไม่เหมือนกัน
ประตูใจของบางคนเป็นเหมือน ประตูเหล็กตามอาคารพาณิชย์หรือตึกแถว ที่ต้องปิดล็อคถึงสองชั้น ซึ่งก็เหมือนการป้องกันจิตใจที่อาจอ่อนไหวต่อโลกภายนอก และป้องกันจากใครบางคนที่เข้ามาลวงหลอกแล้วก็จากไป ... หลายคนหมดเรี่ยวแรงไปกับการใช้กำลังในการเปิดปิดประตูเหล็กในแต่ละวัน การเปิดแง้มเพียงเล็กน้อย ให้มีพื้นที่เพียงแค่พอที่เราจะเข้าออก จึงง่ายกว่า การเปิดกว้างจนสุด เพราะไม่รู้ว่าเราจะมีแรงปิดได้เท่ากับตอนเปิดอีกหรือไม่
 
เพื่อไม่ให้ใครๆ เข้าถึง ความจริงส่วนลึกที่ถูกซ่อนอยู่ภายในใจ ผู้นั้นจึงต้องเปิดประตูเหล็กให้มีเสียงเบาที่สุด
แต่ สนิมที่เกาะประตูใจ จะขัดยังไงก็ขัดยาก แต่ก็ใช่ว่าจะขัดออกไปมิได้ ... คนเราจึงต้องการเพียงแค่ ใครสักคนที่เข้าใจ ธรรมชาติของเหล็กที่เคยกล้า ว่ามันมีความฝืดจากสนิมสีหม่นที่เริ่มกร่อน และหากใครคนนั้นสามารถช่วยกันขัดสนิมจนเห็นเหล็กกล้าอีกที ก็จะช่วยให้ผู้นั้นกลับมามีความพยายามที่จะเปิดใจรับสิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิตอีกครั้ง ... เพราะความเป็นจริงนั้น ไม่มีใครอยากปิดประตูขังตัวเองให้อยู่กับโลกสีเนกาทีฟตลอดไป หรอกครับ

หากวันใดวันหนึ่ง เราได้พบกับ คนที่เราไว้ใจ จนเรากล้าเริ่มที่จะเปิดใจเรียนรู้ชีวิตอีกครั้ง ... เราอาจมีแรงมากพอที่จะ เปิดประตูให้กว้างกว่าที่เคย ถึงจะมีเสียงรบกวนจากแรงเสียดสีของประตู แต่เราก็จะทำความเข้าใจได้ว่า มันเป็น องค์ประกอบของความอดทน สำหรับโอกาสใหม่ๆ ที่อาจจะดีกว่าสิ่งที่เคยมี ...


มีสำนวนภาษาอังกฤษที่กล่าวไว้ว่า To put yourself in someone’s shoes ... ก็เปรียบหมายถึง การเอาใจเราไปใส่ใจเขา หรือ การเอาใจเขาไปใส่ใจเรา นั่นเอง ... เราอาจไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า ภายใต้รองเท้าที่แต่ละคนใส่นั้นผ่านอะไรในชีวิตกันมาบ้าง เพราะฉะนั้นอย่าเพิ่งไปต่อว่าหรือตัดสินการกระทำบางอย่าง ... นับตั้งแต่ก้าวแรกที่มีคนมาหาเราที่หน้าประตู และ เมื่อเราลองเปิดประตูใจให้ใครบางคนเข้ามาเรียนรู้ เขาอาจไม่ถอดรองเท้าและย่ำใจเราโดยไม่สนใดๆ ทั้งสิ้น ในขณะที่บางคนอาจถอดวางรองเท้าให้เป็นระเบียบก่อนเดินเข้าใจ ... แต่บางครั้งเรื่องราวอาจพลิกก็ได้ครับ เพราะคนที่ไม่ถอดรองเท้านั้นเขาอาจเจ็บเท้า เท้าเป็นแผล หรือคิดกังวลในเรื่องของกลิ่นเท้าที่อาจส่งผลให้บรรยากาศที่มีระหว่างกันมันดูแย่ลงไป ในขณะที่ การถอดรองเท้าของบางคนอาจเพียงเพราะเขาไม่อยากให้รองเท้าราคาแพงเปื้อนมากกว่า  อย่างไรก็ตาม ... “DON’T JUDGE A MAN UNTIL YOU HAVE WALKED A MILE IN HIS BOOTS” – อย่าด่วนตัดสินคนจนกว่าคุณจะได้ผ่านประสบการณ์เหมือนเขา

ความน่าสนใจสำหรับหนังสือเล่มนี้ #คนบ้าที่หน้าประตู ... เป็นนวนิยายเรื่องเล่าผ่านตัวละครตัวหนึ่งที่ได้ผ่านช่วงชีวิตที่ถูกตีตราจากสังคมจนทำให้เขารู้สึกสับสน ท้อแท้  มองตัวเองเป็นปัญหา จนไม่อยากเปิดใจรับใครๆ ผ่านเข้ามาในชีวิต แต่ในที่สุด เมื่อตัวละครนี้ได้ ค้นพบตัวเองด้วยความเข้าใจตนและเข้าใจโลก มากขึ้น มันก็ทำให้เขา เห็นความหมายและทางออกของชีวิต ขึ้นมาอีกครั้งครับ ... ลองอ่านดูครับ ลองดูว่า โลกที่เขาถูกคนอื่นมองว่ามีไม่เหมือนคนอื่นนั้นเป็นอย่างไร เขาต้องพบกับความโศกเศร้าเสียใจอะไรบ้าง เขาเคยใช้อะไรในการป้องกันตนเองจากการตัดสินและโจมตีทางสังคม และเขาผ่านช่วงแห่งความสับสนของชีวิตจนกลับมาเป็นคนที่เข้มแข็งและมีกำลังใจให้กับตัวเองได้อย่างไร ... ถึงแม้จะเป็นนวนิยาย แต่มันก็เป็นนวนิยายร่วมสมัยที่สามารถแสดงให้เห็นข้อเท็จจริงทางสังคม และเป็น นวนิยายที่ให้แง่คิดในการดำรงชีวิตในยุคนี้ ได้อีกด้วย


อย่าลืมนะครับ ... #เปิดใจรับใคร ก็เตรียมเผื่อใจให้กับความผิดหวังบ้าง
#เตือนใจตัวเอง ... #ประตูใจ ...
à บางคนจำเป็นต้องปิด
à บางคนพร้อมที่จะเปิด
#เตือนใจตัวเอง ... #ความทรงจำ ...
à บางคนต้องการเก็บ
à บางคนต้องการปล่อย


รายละเอียด : คนบ้าที่หน้าประตู
สารบัญ : คนบ้าที่หน้าประตู
วันที่ 1 : เวียน
วันที่ 1 : จบ
วันที่ 1 : พบ
วันที่ 1 : หนี
วันที่ 1 : หวน
วันที่ 1 : วน
วันที่ 1 : เผย
วันที่ 1 : ถอน
วันที่ 1 : ฝืน
วันที่ 1 : เปิด
วันที่ 1 : ปิด
วันที่ 1 : ทอง
วันที่ 1 : เมิน
วันที่ 1 : มืด
วันที่ 1 : นาก

รีวิวโดยนักเขียน : คนบ้าที่หน้าประตู
            ราวสิบปีที่แล้วเห็นจะได้ คนบ้าปรากฏตัวเป็นครั้งแรก สงสัยข้าพเจ้าจะมองดูเขานานเกินไป จึงไม่ทันหันหลบ คนบ้าเห็นข้าพเจ้า เขาเดินมาหาและนั่งเฝ้าข้าพเจ้าอยู่อย่างนั้น ไม่เคยจากไปไหนอีกเลย จนกระทั่งสามปีที่แล้ว สามปีที่แล้ว หลังจากข้าพเจ้าเขียนเรื่องคนบ้าคนนั้นจนได้เป็นต้นฉบับส่งเข้าประกวดและได้รับรางวัลยอดเยี่ยม สาขาวรรณกรรม รางวัลยุวศิลปินไทย 2558 หรือ YOUNG THAI ARTIST AWARD 2015 ของมูลนิธิเอสซีจี ต่อมาและโดยความกรุณาของคุณจตุพล บุญพรัด บรรณาธิการแพรวสำนักพิมพ์ ต้นฉบับชิ้นนั้นก็กลายเป็นนวนิยายเล่มนี้ ขณะเดียวกันคนบ้าก็เหมือนจะมีที่ทางของตัวเอง เขาไม่ค่อยมาให้ข้าพเจ้าเห็นหน้าค่าตาบ่อยเท่าใดนัก ขอขอบคุณเหล่าผู้สนับสนุนตลอดชีวิตของข้าพเจ้ามา ณ ที่นี้ รวมถึงทุกสิ่งทุกอย่างทั้งดีและร้ายที่เกิดขึ้นในชีวิตอันอลหม่านของข้าพเจ้า รวมถึงคนบ้าคนนั้นด้วย
* ติกขปัญญ์ มณีนุ่ม *


รีวิวโดยสำนักพิมพ์ : คนบ้าที่หน้าประตู
            อาจด้วยเพราะชื่อเรื่องทำนองว่านี้เป็นเรื่องของคนบ้าที่ไม่เร่งเร้าใจนัก จึงมีบางคนถามว่า คนบ้าที่หน้าประตู นวนิยายขนาดสั้น 17 ตอนของนักเขียนหญิงรุ่นใหม่นามติกขปัญญ์ มณีนุ่ม เล่มนี้ มีความน่าสนใจให้ชวนอ่านอย่างไรบ้าง บรรณาธิการตอบไปว่า น่าสนใจแรกคือ นิยายเรื่องนี้เป็นนิยายแนวค้นพบตัวเอง (novel of growth and self discovery) เป็นการค้นพบตัวเองของ ทอง-ธเนศ ตัวละครคนหนุ่มวัยเริ่มทำงาน โดยมีเมืองใหญ่เป็นฉากหลัง ซ้ำยังซ่อนฉากหลังไว้ด้วยฉากสังคมเกษตร ที่มีตัวละครสำคัญอีกตัวคือนากน้องสาวของทอง ความน่าสนใจต่อมาคือ นักเขียนเล่าเรื่องด้วยกระแสสำนึกของตัวละคร ใช้สัญลักษณ์และภาษาที่ลึกซึ้งคมคาย นำพาผู้อ่านเข้าถึงพฤติกรรมของตัวละครได้ดี ขณะที่ความน่าสนใจสุดท้ายคือ คนบ้าที่หน้าประตู เรื่องนี้นับเป็นนิยายที่ได้รับรางวัลยอดเยี่ยม YOUNG THAI ARTIST AWARD เมื่อปี 2015 ทำไมอย่างไร นิยาย คนบ้าที่หน้าประตู เรื่องนี้จึงได้รับรางวัลยอดเยี่ยม






หากต้องการค้นหารายการหนังสือเล่มอื่นๆ เพิ่มเติม ...  แวะชม 🕮 ที่นี่นะครับ 




วันศุกร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

หนุ่มหนอนหนังสือ : กาลครั้งหนึ่ง ... เราเคยอยู่ในวงโคจรของกันและกัน

หนุ่มหนอนหนังสือ ... สวัสดีครับ






เราต่างรู้ว่า บนท้องฟ้านั้นเต็มไปด้วยดวงดาว ... 
แม้ทุกค่ำคืน บนท้องฟ้าจะมืดมิด แต่เราก็ยังคงเห็นความระยิบระยับจากการส่องแสงของดวงดาวบนท้องฟ้ามากมาย เพียงแต่เราอาจไม่รู้ว่าดาวดวงที่เรากำลังเห็นนั้น เป็นดาวดวงเดิมกับวันวานที่เราเห็นอยู่หรือเปล่า ...

สัมพันธภาพของคนเรา ก็เช่นกัน ...
บนความสัมพันธ์ที่มืดบอด เรายังคงรู้ว่า ... เขาหรือเธอ ยังมีตัวตนปรากฎอยู่บนโลกใบนี้

ผมไม่แน่ใจครับว่า ... ทุกๆ การตัดขาดของความสัมพันธ์ มันทำให้เรากับใครสักคนหลุดออกจากวงโคจรของกันและกันจริงๆ ไหม ... อย่างไรก็ตาม ระยะทางที่เคยเดินร่วมกันมา อาจยังคงหลงเหลือร่องรอยของการเดินทางร่วมกัน และยังคงมี ภาพจำต่างๆ ระหว่างเส้นทางที่เคยร่วมเดิน ... บางทีเราก็อาจจะเคยปลอบใจตัวเองว่า เรามากันได้ไกลเท่านี้ก็ดีเหลือเกินแล้ว เพราะ อย่างน้อยครั้งหนึ่งเราก็เคยมีกันและกัน ...


ผู้ที่อ่านหนังสือเล่มนี้ ... ผมเชื่อว่า อาจมีบางความทรงจำของผู้อ่าน หวนคืนกลับมา
มีบางคนบอกว่า ได้อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วทำให้ยิ้มทั้งน้ำตาได้เลย ...
บางที “ความผูกพัน” มันก็ซื้อเวลาให้คนสองคนไปต่อไม่ได้ ... ก็ได้แค่เพียงเช่าเวลาช่วงหนึ่งให้คนสองคนอยู่ในวงโคจรของกันและกัน






หากต้องการค้นหารายการหนังสือเล่มอื่นๆ เพิ่มเติม ...  แวะชม 🕮 ที่นี่นะครับ 

วันศุกร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

หนุ่มหนอนหนังสือ : เลิกเป็นคนดี แล้วจะมีความสุข - อย่ามาฆ่ากันด้วยคำว่าดีเกินไป

หนุ่มหนอนหนังสือ ... สวัสดีครับ






ผมเชื่อว่า บนโลกใบนี้ ยังมีอีกหลายคนเลยทีเดียวที่ไม่ชอบคนที่ถูกจัดหมวดให้อยู่ในกลุ่มของคำว่า #คนดี
บางคนมองว่า ชีวิตควรมีสีสัน มีความเสี่ยง ตลอดจน ความตื่นเต้นเร้าใจ ยกตัวอย่างเช่น ผู้หญิงบางคนที่เรียบร้อย ก็อาจชอบผู้ชาย Bad Boy ส่วน ผู้ชายบางคนที่สุภาพ ก็อาจชอบผู้หญิงที่ออกแนว Play Girl ... และเมื่อ #คนที่สุภาพเรียบร้อย มีมุมมองต่อโลกใบนี้ว่า Life is Beautiful ทุกสิ่งทุกอย่างแลดูสวยงามไปหมด (โลกสวย) หลายต่อหลายครั้งจึงลืมนึกกันไปว่า สิ่งต่างๆ บนโลกใบนี้ ไม่ได้มีเพียงแค่สีขาว แต่ยังมีสีดำและสีเทาปะปนอยู่ด้วย ... ดังนั้นการเผื่อโอกาสให้ตนได้รู้จักกับความเสียใจ ความเจ็บช้ำ และความผิดหวัง จึงเป็นสิ่งที่เราต้องเรียนรู้และยอมรับว่า โลกใบนี้ก็มีทั้งดีและไม่ดี การเรียนรู้ที่จะรับ-ปล่อย-วาง จึงกำเนิดคำๆ หนึ่งซึ่งทุกคนคงรู้จักแต่หากยากที่จะทำ ก็คือ #การทำใจ นั่นเอง ...






ความต้องการ #การได้เป็นที่ยอมรับ จากคนรอบข้างก็เป็นสิ่งที่ทุกคนอยากให้เกิดขึ้นกับตนเอง ...  









หากคำว่า CARE มันคือ #ความเอาใจใส่ ... เราก็ต้องมองให้เห็นทั้งสองฝ่าย #ใส่ใจเขา #ใส่ใจเรา
#ถ้าเขาไม่ใส่ใจเรา ก็ #อย่าเอาใจเขามาใส่ใจเรา ... หากเป็นห่วงหรือใส่ใจกับใครๆ มากเกินไป อาจโดนฆ่าด้วยคำว่า #ดีเกินไป ก็ได้นะครับ ...  




ลอง -เลิกเป็นคนดีแล้วจะมีความสุข- อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วน่าจะได้ตัวอย่างของการดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุข ... หนังสือเล่มนี้อาจช่วยให้เรา #กล้าที่จะเป็นตัวเองในมุมที่ถูกต้องมากขึ้น หลายครั้งที่ผมยังคงพบว่า มีบางคนที่มีระดับความเป็นตัวเองสูง แต่กลับใช้ความเป็นตัวเองนั้นทำให้คนอื่นเสียความเป็นตัวเองอยู่เสมอๆ ดังนั้น #การแคร์ผู้อื่นมากไป จนไม่เป็นตัวของตัวเอง ก็จะพบกับความกดดันและเป็นทุกข์ ... หนังสือเล่มนี้จึงจะช่วยคุณค้นพบกับ #คุณที่เป็นคนใหม่ ใส่ใจและรักตัวเองในรูปแบบที่ถูกต้องมากขึ้น ซึ่งอาจทำให้เราเลิกกลัวกับการถูกเกลียด เลิกพยายามที่จะเปลี่ยนตัวเองให้เข้ากับผู้อื่น และเลิกเกรงใจจนเกินเหตุ เลิกทำในสิ่งที่ไม่ชอบเพียงเพราะอยากให้คนอื่นพอใจ ซึ่งเป็นการปลดแอกความทุกข์จากวิถีแห่ง #การเป็นคนดีเกินไป ... หากคุณทำได้ ชีวิตของเราอาจกลับมาในอยู่รูปแบบที่มีคุณค่ามากขึ้นด้วย


ลองมาดูไฮไลท์ของหนังสือเล่มนี้ จากสารบัญและเนื้อหาบนแผ่นปกกันดีกว่าครับ

บทที่ 1 ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล
บทที่ 2 ปฏิสัมพันธ์
บทที่ 3 ความเชื่อ
บทที่ 4 ทรัพย์สินเงินทอง
บทที่ 5 ความรัก
บทที่ 6 การสร้างผลผลิตใหม่



     
       
     ทุกคนต้องการเป็นที่ชื่นชอบและไม่โดนเกลียดกันทั้งนั้น แต่บางครั้งเราก็เอาความสุขไปผูกกับคนอื่้นมากเกินไป จนต้องแสร้งทำสิ่งที่ไม่ชอบ แค่เพื่อไม่ให้ถูกเกลียดหรือโดนมองว่าประหลาดทั้งที่จริงแล้วอีกฝ่ายไม่ได้แคร์หรือชื่นชอบสิ่งที่เราทำมากมาย มิหนำซ้ำมีแต่เราที่ต้องทนอึดอัดและไม่เป็นตัวของตัวเอง ทำไมต้องทนทุกข์ใจขนาดนั้น ถึงเวลาเลิกฝืนทำตามใจคนอื่น แล้วกล้าที่จะเป็นตัวของตัวเองได้แล้ว



โกะโด โทคิโอะ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับธุรกิจ และนักเขียนหนังสือแนวพัฒนาตัวเองชื่อดังของญี่ปุ่น นำเสนอเทคนิคการใช้ชีวิตอย่างอิสระ โดยยกสถานการณ์ในชีวิตประจำวันทั้งด้านการทำงานและการใช้ชีวิตที่คนเรามักเผลอ #สร้างภาพคนดี เปรียบเทียบกับคนที่กล้าทำสิ่งที่ต้องการ
เลิกกลัวที่ต้องอยู่คนเดียว ต้องทนคบค้าสมาคมกับคนที่เข้ากันไม่ได้, เลิกเกรงใจจนเกินเหตุ เครียดสะสม แก่เร็ว ป่วยง่าย, เลิกกังวลกับการมีเพื่อนน้อย มีแต่เพื่อนที่คบกันแค่ผิวเผินมากขึ้นๆ และยิ่งรู้สึกเหนื่อย เมื่อกล้ายืนหยัดความคิดของตัวเอง กล้าปฏิเสธสิ่งที่ไม่ชอบ สิ่งที่ทำไม่ได้ และสิ่งที่ทำไม่ไหว เราก็จะไม่ต้องเสแสร้าง ไม่อึดอัด และไม่ถูกคนอื่นเอาเปรียบอีกต่อไป









หากต้องการค้นหารายการหนังสือเล่มอื่นๆ เพิ่มเติม ...  แวะชม 🕮 ที่นี่นะครับ