วันพฤหัสบดีที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2561

หนุ่มหนอนหนังสือ - ทำไงดี! เด็กๆ มีเรื่องกลุ้มใจ

หนุ่มหนอนหนังสือ ... สวัสดีครับ





โลกของเด็ก ไซส์เล็กกว่า โลกของผู้ใหญ่ ...
ผู้ใหญ่มักเข้าใจว่า เด็กๆ ไม่ต้องมีเรื่องกังวลหรือมีเรื่องให้คิดหลายเรื่องเหมือนกับผู้ใหญ่

เพราะพวกเขามักจะมีแต่ความสนุกสนานกับเพื่อน กินอิ่ม นอนหลับ ไปโรงเรียนเพื่อเรียนหนังสือ

แต่ความเป็นจริงแล้ว เด็กๆ ก็มีความกังวลใจในหลายๆ เรื่องเช่นกัน 
แม้ผู้ใหญ่จะมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่สำหรับพวกเขาอาจเป็นเรื่องใหญ่โตมากเลยทีเดียว ...


เพราะเด็กยังมีประสบการณ์ในการเรียนรู้โลกภายนอกได้ไม่มากพอเท่ากับผู้ใหญ่

เพียงแค่ปัญหากับเพื่อนข้างบ้าน เพื่อนๆ ที่โรงเรียน หรือแม้กระทั่งเพื่อนบนโลกออนไลน์ก็ตาม ...

เขาอาจมองว่าเป็นเรื่องที่หนักมากสำหรับพวกเขาแล้ว และนี่ยังไม่รวมไปถึง สัมพันธภาพกับครูที่โรงเรียน พ่อแม่พี่น้อง และคนรอบๆ ตัวเขา ซึ่งผู้ใหญ่อย่างเราๆ อาจไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า เด็กๆ กำลังเผชิญกับความกลัวในเรื่องใด หนักมากแค่ไหน ... 

และสิ่งหนึ่งที่น่ากังวลสำหรับผู้ใหญ่ ก็คือ ...โอกาสที่เด็กจะพยายามหาทางออกให้กับตัวเอง ด้วยวิธีที่อาจไม่ถูกต้องและอาจกลายเป็นการลุกลามของปัญหาได้อีกด้วย ...





หลายครอบครัวที่กำลังเผชิญกับปัญหาที่เกิดขึ้นภายในครอบครัว ...
บางครอบครัวมีปัญหาระหว่างพ่อกับแม่ ... 
บางครอบครัวมีปัญหาเกี่ยวกับสัมพันธภาพระหว่างสมาชิกในรูปแบบของครอบครัวใหญ่

บางครอบครัวมีปัญหาระหว่างพ่อหรือแม่ที่มีต่อลูก และอาจเป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับระหว่างลูกๆ ด้วยกัน

ทุกครอบครัวล้วนมีปัญหา ...

แต่ระดับความถี่ ความรุนแรง และวิธ๊จัดการแก้ไขปัญหานั้นย่อมมีแตกต่างกันไป

หากพ่อแม่ผู้ปกครองไม่สามารถจัดการกับปัญหาได้แล้ว ... เด็กๆ ก็จะไวต่อการไม่มีความสุข
เพราะการอยู่ในบ้านท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่มีแต่การเอะอะโวยวายส่งเสียงดัง ด่าทอกันและไม่ให้ความเคารพความไว้วางใจซึ่งกันและกัน จะเป็นตัวแปรและตัวเร่งที่จะยิ่งสร้างความกลุ้มใจให้กับเด็ก ... ซึ่งเด็กบางรายอาจมีวิธีจัดการที่ดี โดยใช้ความสามารถในการปรับตัวท่ามกลางปัญหาที่เกิดขึ้นได้ แต่ยังมีเด็กอีกหลายรายที่แก้ปัญหาด้วยการประชดชีวิต และเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว

ปัญหาที่เด็กมีนั้น ... วิธีแก้ไขที่ดีควรเริ่มมาจากการเตรียมพร้อมของพ่อแม่ผู้ปกครอง ที่จะเรียนรู้เพื่อหาวิธีป้องกันตลอดจนมีตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นกับเด็กได้ การเรียนรู้และทำความเข้าใจกับพัฒนการของเด็ก จะทำให้เราสามารถเห็นสิ่งต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นและส่งผลให้เด็กเกิดปัญหาตามมา และควรเลี่ยงที่จะใช้ความรุนแรงต่อเด็ก เพราะเด็กจะเกิดภาพจำ และอาจนำไปใช้ในตอนโตได้อีกด้วย

หนังสือเรื่อง ทำไงดี! เด็กๆ มีเรื่องกลุ้มใจ เล่มนี้ เขียนขึ้นโดยนักจิตวิทยาชาวญี่ปุ่นชื่อ ชู ยะมะกิ (Shu Yamaki มีจุดประสงค์เพื่อช่วยเด็กๆ ได้เข้าใจวิธีการแก้ปัญหาต่างๆ ได้อย่างถูกต้องและดีขึ้นกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสัมพันธภาพระหว่างตนเองกับผู้อื่น แม้กระทั่งปัญหาที่อาจเกิดขึ้นบนโลกโซเชียล ซึ่งในเล่มนี้ เด็กๆ จะได้รับคำแนะนำมากมายผ่านสถานการณ์ที่เป็นปัญหาตัวอย่างของเพื่อนๆ รวม 38 ปัญหาด้วยกัน และจะมีวิธีแก้ปัญหาตามหลักจิตวิทยาของ ดร.อัลเฟรด แอดเลอร์ นักจิตวิทยาเด็กชื่อดัง ... 


หนังสือเล่มนี้นำเสนอเป็นตัวการ์ตูนมีสีสันสวยงาม โดยสร้างสถานการณ์สมมติที่เป็นปัญหาและอธิบายแนวทางการแก้ไขปัญหาในเรื่องนั้นๆ อีกทั้งยังมีการถาม-ตอบปัญหากลุ้มใจระหว่างเด็กๆ กับ ดร.แอดเลอร์ อีกด้วย เช่น ปัญหาเกี่ยวกับไลน์ที่เพื่อนอ่านแล้วไม่ตอบ พฤติกรรมของเด็กหลังจากที่ได้เห็นเพื่อนถูกแกล้งนั้นเด็กจะช่วยเพื่อนอย่างไร เมื่อพ่อแม่ทะเลาะกันจะทำอย่างไรได้บ้าง เป็นต้น   

อาจเรียกได้ว่า หนังสือเล่มนี้สามารถสร้างโอกาสที่ดีให้พ่อแม่ลูกพัฒนาครอบครัวให้สมบูรณ์ขึ้นกว่าเดิม ทำให้พ่อแม่ลูกมีเวลาร่วมกัน พ่อแม่สามารถเสริมประสบการณ์ดีๆ ระหว่างที่ร่วมอ่านหนังสือกับเด็กได้ด้วย และที่สำคัญคือ พ่อแม่จะเข้าใจโลกที่เด็กมีความกังวลได้มากขึ้นและหาทางช่วยเหลือให้เด็กมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้น

ลองหาอ่านดูนะครับ เพราะปัจจุบัน ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเด็กมีมากมายเหลือเกิน
ทุกๆ ปัญหายังสามารถส่งผลถึงกันและกันอีกด้วย ไม่ว่าเด็กจะมีปัญหาจากการทะเลาะกับเพื่อนที่โรงเรียน ซึ่งก็อาจส่งผลให้เด็กเกิดภาวะอารมณ์เสียโดยเก็บมาระเบิดกับทางบ้านก็เป็นได้ และเด็กที่เห็นภาพความรุนแรงที่เกิดขึ้นในครอบครัว ก็จะเกิดภาพจำและนำไปใช้กับเพื่อนที่โรงเรียนเหมือนกัน ... 

ลองศึกษาโลกของเด็กกันนะครับ เพราะครั้งหนึ่งเราก็เคยมีความเป็นเด็กไม่ต่างจากพวกเขาเช่นกันครับ




หากต้องการค้นหารายการหนังสือเล่มอื่นๆ เพิ่มเติม ...  แวะชม 🕮 ที่นี่นะครับ 



วันจันทร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2561

หนุ่มหนอนหนังสือ : About Time of Second Chance โอกาสครั้งที่สอง

หนุ่มหนอนหนังสือ ... สวัสดีครับ






ถ้าชีวิตเราได้รับโอกาสครั้งที่สอง ... เราจะทำอย่างไรกับโอกาสครั้งนี้

มนุษย์เราต่างมีข้อผิดพลาดด้วยกันทั้งนั้น ...
หลายคนร้องขอโอกาส ... แต่ก็มีหลายคนที่ใช้โอกาสแบบไม่ถูกต้อง


เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะได้รับโอกาสครั้งที่สอง .... 
บางทีโอกาสครั้งที่สองถูกสร้างมาให้กับคนที่แสดงออกถึงความตั้งใจกับการกระทำครั้งแรกที่เกิดความผิดพลาดขึ้น


มีหลายคนที่ได้รับโอกาส ... แต่พวกเขาใช้โอกาสไปในแบบที่สิ้นเปลือง
ขอโอกาสเพียงสองครั้ง คือ ครั้งแล้ว ครั้งเล่า ...
ขอโอกาสไปเรื่อยๆ เพียงเพื่อต้องการแก้ไขข้อผิดพลาดให้เกิดสิ่งที่เป็นความสมบูรณ์ที่สุด
แต่บางที พวกเขาลืมนึกไปว่า การใช้เวลาไปกับการแก้ไขบนโอกาสที่พวกเขาได้รับนั้น 

มันกำลังหมายความถึง การสูญเสียเวลาในชีวิตที่จะเริ่มต้นสร้างสิ่งใหม่ๆ แล้วเก็บความผิดพลาดที่แก้ไขไม่ได้ให้เป็นบทเรียนแห่งความทรงจำ



ผมได้ดูหนังเรื่อง About Time ซึ่งเป็นการเสนอเนื้อหาในเรื่องของ ความสมบูรณ์แบบ กับ การขอโอกาสเพื่อแก้ไขอดีต
หนังเรื่องนี้สื่อสารให้ผู้ชมได้เห็นคนที่ใช้โอกาสในหลายๆ ครั้ง ด้วยการย้อนกลับไปแก้ไขอดีตเพียงเพื่อต้องการให้สิ่งที่เขาคาดหวังนั้นมีความสมบูรณ์แบบที่สุด ... แต่กว่าจะได้อะไรมา บางทีเราก็ต้องมานึกถึงว่าเราเสียอะไรไป ...

ลองดูกันนะครับ หนังเรื่อง About Time เป็นเรื่องที่น่าสนใจและได้ข้อคิดกับชีวิตมากๆ เลย

เผื่อบางที เราอาจเห็นคุณค่าของโอกาสที่เข้ามาในชีวิตมากกว่าที่เคยก็ได้ครับ ...



หากต้องการค้นหารายการหนังสือเล่มอื่นๆ เพิ่มเติม ...  แวะชม 🕮 ที่นี่นะครับ 



วันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2561

หนุ่มหนอนหนังสือ - อิคิไก (ikigai) ความหมายของการมีชีวิตอยู่

หนุ่มหนอนหนังสือ ... สวัสดีครับ






หากคุณกำลังมีคำถามเชิงปรัชญา ว่า ...
- - -  เรามีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร  - - -

ลองหา หรือ ลองนึกถึง กระดาษเปล่า สัก 1 แผ่น 

แล้วเขียนคำว่า ... "อิคิไก" / "ikigai" กันดูครับ


แต่มาดูความหมายของคำนี้กันก่อนดีกว่าครับ
"อิคิไก" เป็นคำศัพท์ภาษาญี่ปุ่น ประกอบขึ้นจากคำสองคำ คือ ...
--- อิคิ ---  คือ  "มีชีวิตอยู่"

--- ไก ---  คือ  "คุณค่า หรือ ความหมาย"

ดังนั้น คำว่า ... 
"อิคิไก" จึงหมายถึง "ความหมายของการมีชีวิตอยู่" 



แล้วเคยได้ยินคนที่พูดทำนองนี้กันบ้างไหมครับ ...
"ไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไปแล้ว"

"ใช่สิ เรามันหมดคุณค่าแล้วนี่"
"เราคงไม่มีความหมายอีกต่อไปแล้ว"

กลุ่มประโยคข้างต้น ...
บางคนอาจมองว่า เป็นประโยคประชดประชัน หรือ ประโยคเรียกร้องความสนใจ ...
แต่ความจริงแล้ว ผู้พูดอาจกำลังรู้สึกท้อแท้ หมดหวัง เสียใจ และ รู้สึกว่าตัวเองไร้ค่าจริงๆ ก็ได้นะครับ







หากลองทำความเข้าใจ "ความต้องการ" ของแต่ละช่วงชีวิตคนเรา
เราจะพบว่า ทุกคนต่างก็มีความต้องการในทุกช่วงชีวิต ..
แต่บางคนก็ไม่รู้ว่า แท้จริงแล้ว ตัวเองต้องการอะไรกันแน่ ! ...

เรื่องราวบางช่วงบางตอนของชีวิต ...
ก็ยากที่จะ "หาเหตุผล" หรือ "หาคำตอบ"
แต่เราก็สามารถสร้าง "ความเข้าใจ" ตกผลึกให้เป็น "ความหมายที่มีคุณค่า" ให้กับตัวเองนะครับ




"ความชัดเจน" ... 
บางที มันอาจไม่ได้ปรากฎออกมาให้เห็นภายในครั้งแรกจากความคิดที่คลุมเครือ
เราอาจต้องใช้เวลาสักหน่อย เพื่อ shape มันขึ้นมา 
จนมั่นใจว่า นี่คือความหมายที่เรากำลังค้นหาอยู่ 

ถึงตอนนี้ ... 
"กระดาษเปล่า" แผ่นที่ผมให้ลองเขียนคำว่า "อิคิไก"... ความหมายของการมีชีวิตอยู่
ยังอยู่หรือเปล่า 😄


ผมว่า บนกระดาษยังคงมีพื้นที่มากพอที่จะเขียน ...
คำที่มี / คำที่เป็น ...
# ความหมายดีๆ
# ความหมายที่ดูมีคุณค่า
# ความคิดเชิงบวก
# กำลังใจ
# เป้าหมายเพื่อตนเอง
# เป้าหมายเพื่อใครสักคน ...
รวมถึง คำอื่นๆ อีกมากมาย ที่สามารถสร้างพลังสำหรับการดำเนินชีวิต



เพียงแค่เรา #ไม่นำคำที่ตัดพลังใจมาเขียนลงบนกระดาษแผ่นนี้ ...
แล้วหาโอกาสสร้างคำที่ให้ความหมายดีๆ กับชีวิต 
เพื่อให้ชีวิตของเรากลับมีพลังขึ้นมาอีกครั้ง ...
เพียงแค่นี้ ชีวิตเราก็มีความหมายขึ้นมาแล้วครับ

[ A ____________________________________ ]
ผมสร้างช่องที่ขึ้นต้นด้วยตัวอักษร A ข้างบนนี้
เผื่อวันหนึ่งผมได้กลับมาเขียนคำหรือประโยคที่มีความหมายดีๆ ให้กับตัวเองอีกครั้ง

ผู้อ่านก็เช่นกันนะครับ ...
ทุกคนต่างมีพื้นที่ว่างๆ ที่สามารถให้โอกาสตัวเองได้เขียนเช่นเดียวกัน ...
อย่างไรก็ตาม ... ผมก็ยังมีพื้นที่ว่างในช่องความคิดเห็น ซึ่งมีมากพอที่ผมจะชื่นชมในคำหรือข้อความที่มีความหมายดีๆ นะครับ

มาเริ่มสร้าง "ความหมายดีๆ" ให้กับชีวิตของเราและคนที่คุณรักกันนะครับ ...



ป.ล. ลืมบอกเลย ...
ครั้งแรกที่ผมเห็นแค่คำว่า อิคิไก บนหนังสือ The Little Book of Ikigai นั้น ...
ผมยังไม่รู้สึกถึงความน่าค้นหาของหนังสือ จนกระทั่งผมเริ่มเข้าใจความหมายของ อิคิไก ...
หนังสือเล่มนี้ก็ช่วยแนะนำและสนับสนุนให้เราเปิดโอกาสให้ตัวเองค้นหาความหมายของการมีชีวิตอยู่ได้อย่างดีเลยครับ

อย่าเพิ่งท้อกับทางเดินชีวิตที่ตอนนี้กำลังเผชิญ
ลองให้ความหมายดีๆ กับตัวเอง ...
เมื่อพบว่าตนเองก็มีคุณค่าแล้วจงรักษาไว้ครับ







หากต้องการค้นหารายการหนังสือเล่มอื่นๆ เพิ่มเติม ...  แวะชม 🕮 ที่นี่นะครับ 





วันพฤหัสบดีที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2561

หนุ่มหนอนหนังสือ : Exercise Pill กินยาแทนการออกกำลังกาย

หนุ่มหนอนหนังสือ ... สวัสดีครับ


อาจเป็น #ความฝันของใครหลายคน ที่อยากผอมโดยที่ไม่ต้องออกกำลังกาย ... (ผมเองก็เช่นกัน 555)


ไม่รู้ว่านี่เป็น #ข่าวดีหรือเปล่า นะครับ ...
ผมได้อ่านบทความหนึ่งซึ่งหลายๆ คนน่าจะสนใจอยู่ไม่น้อยเลย ... นั่นก็คือ #การลดความอ้วน ด้วย #ExercisePill หรือ #ยาเอ็กเซอร์ไซส์ (ที่แปลว่าออกกำลังกาย) คือ #ยาที่มีผลทำให้ผอมลงโดยไม่ต้องออกกำลังกาย เลยครับ

มาดูแหล่งที่มาของการค้นพบกันก่อนดีกว่า ...
ยาตัวนี้ถูกค้นพบจาก สถาบันชีววิทยา Salt Institute for Biological Studies แห่งประเทศสหรัฐอเมริกา (USA) ครับ สำหรับยาเอ็กเซอร์ไซส์นี้สามารถ #ทำให้ยีนส์ที่อยู่ในร่างกายของคนเราเข้าใจไปเองว่าเราได้ไปออกกำลังกายมาแล้ว เมื่อร่างกายรับรู้ว่าไปออกกำลังกายมา ก็เตรียมวิถีแห่งคน(จะ)ผอมไว้ได้เลยนะครับ

มีการทำวิจัยภายในสถาบันฯ โดยใช้หนูเป็นตัวทดลองเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มที่กินยาเอ็กเซอร์ไซส์กับกลุ่มที่ไม่ได้กินยา เพื่อให้ได้ข้อประจักษ์เกี่ยวกับประสิทธิภาพของยาตัวนี้ และผลจากการศึกษาก็พบว่า หนูที่กินยานี้กลับมีรูปร่างที่ดีมาก วิ่งได้ทนมากขึ้น กระปรี้กระเปร่า ดีกว่าหนูอีกกลุ่มที่ดูเชื่อช้าและอ้วนขึ้นเรื่อยๆ


ยาเอ็กเซอร์ไซส์ ตัวนี้ ยังสามารถที่จะ #ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดลดระดับลง นั่นหมายความว่า ร่างกายก็จะไม่เหนื่อยล้า ไม่หิวและหงุดหงิดง่ายด้วย ... ช่างเป็นสรรพคุณในฝันของคนที่อยากลดความอ้วนจริงๆ เลย เนอะ

แต่ความเป็นจริง ผู้ค้นคว้าเรื่องยาตัวนี้ ไม่ได้คาดหวังกับกลุ่มคนที่อยากลดความอ้วนให้หันมากินยาเอ็กเซอร์ไซส์นี้ เพราะ #ประสิทธิผลของยานั้นควรได้รับประโยชน์มากที่สุดในกลุ่มคนที่มีอุปสรรคในการเคลื่อนไหวร่างกาย อย่างไรก็ตามก็ยังต้องรอความชัดเจนของผลข้างเคียงว่า #การกินยาตัวนี้เป็นระยะเวลานานจะมีผลต่อร่างกายอย่างไรบ้างคงต้องศึกษากันให้ละเอียดมากขึ้น ...

ก็เท่ากับว่า ตอนนี้ไม่มียาใดที่วิเศษไปกว่า #การดูแลควบคุมโภชนาการในการรับประทานอาหารได้อย่างถูกต้องและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ...


ไม่ต้องรอยาหลอกยีนส์ ถ้าอยากให้ชีวิตมีสุขภาพดีก็ควร #ออกกำลังกายต่อไม่รอแล้วนะ



หากต้องการค้นหารายการหนังสือเล่มอื่นๆ เพิ่มเติม ...  แวะชม 🕮 ที่นี่นะครับ 




วันศุกร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2561

หนุ่มหนอนหนังสือ - คนบ้าที่หน้าประตู #เปิดใจ หรือ #ปิดใจ

หนุ่มหนอนหนังสือ ... สวัสดีครับ






Open Mind … การเปิดใจ ไม่ใช่ทำได้ง่ายกับทุกคน

หากเปรียบจิตใจเหมือนกับประตู ... ประตูใจของแต่ละคนก็ถูกออกแบบมาไม่เหมือนกัน
ประตูใจของบางคนเป็นเหมือน ประตูเหล็กตามอาคารพาณิชย์หรือตึกแถว ที่ต้องปิดล็อคถึงสองชั้น ซึ่งก็เหมือนการป้องกันจิตใจที่อาจอ่อนไหวต่อโลกภายนอก และป้องกันจากใครบางคนที่เข้ามาลวงหลอกแล้วก็จากไป ... หลายคนหมดเรี่ยวแรงไปกับการใช้กำลังในการเปิดปิดประตูเหล็กในแต่ละวัน การเปิดแง้มเพียงเล็กน้อย ให้มีพื้นที่เพียงแค่พอที่เราจะเข้าออก จึงง่ายกว่า การเปิดกว้างจนสุด เพราะไม่รู้ว่าเราจะมีแรงปิดได้เท่ากับตอนเปิดอีกหรือไม่
 
เพื่อไม่ให้ใครๆ เข้าถึง ความจริงส่วนลึกที่ถูกซ่อนอยู่ภายในใจ ผู้นั้นจึงต้องเปิดประตูเหล็กให้มีเสียงเบาที่สุด
แต่ สนิมที่เกาะประตูใจ จะขัดยังไงก็ขัดยาก แต่ก็ใช่ว่าจะขัดออกไปมิได้ ... คนเราจึงต้องการเพียงแค่ ใครสักคนที่เข้าใจ ธรรมชาติของเหล็กที่เคยกล้า ว่ามันมีความฝืดจากสนิมสีหม่นที่เริ่มกร่อน และหากใครคนนั้นสามารถช่วยกันขัดสนิมจนเห็นเหล็กกล้าอีกที ก็จะช่วยให้ผู้นั้นกลับมามีความพยายามที่จะเปิดใจรับสิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิตอีกครั้ง ... เพราะความเป็นจริงนั้น ไม่มีใครอยากปิดประตูขังตัวเองให้อยู่กับโลกสีเนกาทีฟตลอดไป หรอกครับ

หากวันใดวันหนึ่ง เราได้พบกับ คนที่เราไว้ใจ จนเรากล้าเริ่มที่จะเปิดใจเรียนรู้ชีวิตอีกครั้ง ... เราอาจมีแรงมากพอที่จะ เปิดประตูให้กว้างกว่าที่เคย ถึงจะมีเสียงรบกวนจากแรงเสียดสีของประตู แต่เราก็จะทำความเข้าใจได้ว่า มันเป็น องค์ประกอบของความอดทน สำหรับโอกาสใหม่ๆ ที่อาจจะดีกว่าสิ่งที่เคยมี ...


มีสำนวนภาษาอังกฤษที่กล่าวไว้ว่า To put yourself in someone’s shoes ... ก็เปรียบหมายถึง การเอาใจเราไปใส่ใจเขา หรือ การเอาใจเขาไปใส่ใจเรา นั่นเอง ... เราอาจไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า ภายใต้รองเท้าที่แต่ละคนใส่นั้นผ่านอะไรในชีวิตกันมาบ้าง เพราะฉะนั้นอย่าเพิ่งไปต่อว่าหรือตัดสินการกระทำบางอย่าง ... นับตั้งแต่ก้าวแรกที่มีคนมาหาเราที่หน้าประตู และ เมื่อเราลองเปิดประตูใจให้ใครบางคนเข้ามาเรียนรู้ เขาอาจไม่ถอดรองเท้าและย่ำใจเราโดยไม่สนใดๆ ทั้งสิ้น ในขณะที่บางคนอาจถอดวางรองเท้าให้เป็นระเบียบก่อนเดินเข้าใจ ... แต่บางครั้งเรื่องราวอาจพลิกก็ได้ครับ เพราะคนที่ไม่ถอดรองเท้านั้นเขาอาจเจ็บเท้า เท้าเป็นแผล หรือคิดกังวลในเรื่องของกลิ่นเท้าที่อาจส่งผลให้บรรยากาศที่มีระหว่างกันมันดูแย่ลงไป ในขณะที่ การถอดรองเท้าของบางคนอาจเพียงเพราะเขาไม่อยากให้รองเท้าราคาแพงเปื้อนมากกว่า  อย่างไรก็ตาม ... “DON’T JUDGE A MAN UNTIL YOU HAVE WALKED A MILE IN HIS BOOTS” – อย่าด่วนตัดสินคนจนกว่าคุณจะได้ผ่านประสบการณ์เหมือนเขา

ความน่าสนใจสำหรับหนังสือเล่มนี้ #คนบ้าที่หน้าประตู ... เป็นนวนิยายเรื่องเล่าผ่านตัวละครตัวหนึ่งที่ได้ผ่านช่วงชีวิตที่ถูกตีตราจากสังคมจนทำให้เขารู้สึกสับสน ท้อแท้  มองตัวเองเป็นปัญหา จนไม่อยากเปิดใจรับใครๆ ผ่านเข้ามาในชีวิต แต่ในที่สุด เมื่อตัวละครนี้ได้ ค้นพบตัวเองด้วยความเข้าใจตนและเข้าใจโลก มากขึ้น มันก็ทำให้เขา เห็นความหมายและทางออกของชีวิต ขึ้นมาอีกครั้งครับ ... ลองอ่านดูครับ ลองดูว่า โลกที่เขาถูกคนอื่นมองว่ามีไม่เหมือนคนอื่นนั้นเป็นอย่างไร เขาต้องพบกับความโศกเศร้าเสียใจอะไรบ้าง เขาเคยใช้อะไรในการป้องกันตนเองจากการตัดสินและโจมตีทางสังคม และเขาผ่านช่วงแห่งความสับสนของชีวิตจนกลับมาเป็นคนที่เข้มแข็งและมีกำลังใจให้กับตัวเองได้อย่างไร ... ถึงแม้จะเป็นนวนิยาย แต่มันก็เป็นนวนิยายร่วมสมัยที่สามารถแสดงให้เห็นข้อเท็จจริงทางสังคม และเป็น นวนิยายที่ให้แง่คิดในการดำรงชีวิตในยุคนี้ ได้อีกด้วย


อย่าลืมนะครับ ... #เปิดใจรับใคร ก็เตรียมเผื่อใจให้กับความผิดหวังบ้าง
#เตือนใจตัวเอง ... #ประตูใจ ...
à บางคนจำเป็นต้องปิด
à บางคนพร้อมที่จะเปิด
#เตือนใจตัวเอง ... #ความทรงจำ ...
à บางคนต้องการเก็บ
à บางคนต้องการปล่อย


รายละเอียด : คนบ้าที่หน้าประตู
สารบัญ : คนบ้าที่หน้าประตู
วันที่ 1 : เวียน
วันที่ 1 : จบ
วันที่ 1 : พบ
วันที่ 1 : หนี
วันที่ 1 : หวน
วันที่ 1 : วน
วันที่ 1 : เผย
วันที่ 1 : ถอน
วันที่ 1 : ฝืน
วันที่ 1 : เปิด
วันที่ 1 : ปิด
วันที่ 1 : ทอง
วันที่ 1 : เมิน
วันที่ 1 : มืด
วันที่ 1 : นาก

รีวิวโดยนักเขียน : คนบ้าที่หน้าประตู
            ราวสิบปีที่แล้วเห็นจะได้ คนบ้าปรากฏตัวเป็นครั้งแรก สงสัยข้าพเจ้าจะมองดูเขานานเกินไป จึงไม่ทันหันหลบ คนบ้าเห็นข้าพเจ้า เขาเดินมาหาและนั่งเฝ้าข้าพเจ้าอยู่อย่างนั้น ไม่เคยจากไปไหนอีกเลย จนกระทั่งสามปีที่แล้ว สามปีที่แล้ว หลังจากข้าพเจ้าเขียนเรื่องคนบ้าคนนั้นจนได้เป็นต้นฉบับส่งเข้าประกวดและได้รับรางวัลยอดเยี่ยม สาขาวรรณกรรม รางวัลยุวศิลปินไทย 2558 หรือ YOUNG THAI ARTIST AWARD 2015 ของมูลนิธิเอสซีจี ต่อมาและโดยความกรุณาของคุณจตุพล บุญพรัด บรรณาธิการแพรวสำนักพิมพ์ ต้นฉบับชิ้นนั้นก็กลายเป็นนวนิยายเล่มนี้ ขณะเดียวกันคนบ้าก็เหมือนจะมีที่ทางของตัวเอง เขาไม่ค่อยมาให้ข้าพเจ้าเห็นหน้าค่าตาบ่อยเท่าใดนัก ขอขอบคุณเหล่าผู้สนับสนุนตลอดชีวิตของข้าพเจ้ามา ณ ที่นี้ รวมถึงทุกสิ่งทุกอย่างทั้งดีและร้ายที่เกิดขึ้นในชีวิตอันอลหม่านของข้าพเจ้า รวมถึงคนบ้าคนนั้นด้วย
* ติกขปัญญ์ มณีนุ่ม *


รีวิวโดยสำนักพิมพ์ : คนบ้าที่หน้าประตู
            อาจด้วยเพราะชื่อเรื่องทำนองว่านี้เป็นเรื่องของคนบ้าที่ไม่เร่งเร้าใจนัก จึงมีบางคนถามว่า คนบ้าที่หน้าประตู นวนิยายขนาดสั้น 17 ตอนของนักเขียนหญิงรุ่นใหม่นามติกขปัญญ์ มณีนุ่ม เล่มนี้ มีความน่าสนใจให้ชวนอ่านอย่างไรบ้าง บรรณาธิการตอบไปว่า น่าสนใจแรกคือ นิยายเรื่องนี้เป็นนิยายแนวค้นพบตัวเอง (novel of growth and self discovery) เป็นการค้นพบตัวเองของ ทอง-ธเนศ ตัวละครคนหนุ่มวัยเริ่มทำงาน โดยมีเมืองใหญ่เป็นฉากหลัง ซ้ำยังซ่อนฉากหลังไว้ด้วยฉากสังคมเกษตร ที่มีตัวละครสำคัญอีกตัวคือนากน้องสาวของทอง ความน่าสนใจต่อมาคือ นักเขียนเล่าเรื่องด้วยกระแสสำนึกของตัวละคร ใช้สัญลักษณ์และภาษาที่ลึกซึ้งคมคาย นำพาผู้อ่านเข้าถึงพฤติกรรมของตัวละครได้ดี ขณะที่ความน่าสนใจสุดท้ายคือ คนบ้าที่หน้าประตู เรื่องนี้นับเป็นนิยายที่ได้รับรางวัลยอดเยี่ยม YOUNG THAI ARTIST AWARD เมื่อปี 2015 ทำไมอย่างไร นิยาย คนบ้าที่หน้าประตู เรื่องนี้จึงได้รับรางวัลยอดเยี่ยม






หากต้องการค้นหารายการหนังสือเล่มอื่นๆ เพิ่มเติม ...  แวะชม 🕮 ที่นี่นะครับ