แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หนุ่มหนอนหนังสือ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หนุ่มหนอนหนังสือ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

หนุ่มหนอนหนังสือ - อ่านก่อนสิ้นใจ ถ้าไม่อยากตายไปให้คนด่าว่า “หนักแผ่นดิน” - Deadwood

หนุ่มหนอนหนังสือ ... สวัสดีครับ





“หนักแผ่นดิน” ... คำนี้ ใช้ในเชิง #ว่ากระทบ อีกฝ่ายทำนองว่า ผู้นั้นไม่มีคุณค่าอะไรเลย 
ผมไม่รู้ว่า ใครสามารถมองเชิงบวกหรือรู้สึกเป็นเรื่องขำขันกับคำนี้ได้บ้าง เช่น เป็นเรื่องของ “น้ำหนักตัว” ...

อย่างไรก็ตาม คงไม่มีใครอยากที่จะให้ใครมาด่ามาว่าตนเอง ว่า #เป็นคนหนักแผ่นดิน ...
ในความหมายของคำนี้ คงเป็นคนที่แย่จริง ไม่มีประโยชน์ใดๆ ในตัวเองและต่อสังคมเลย ...
แต่คนที่โดนต่อว่าด้วยคำนี้ เขาหรือเธอ หรือมนุษย์เรานั้นจะเป็นคนที่ไม่มีอะไรดีๆ ในชีวิตจริงเลยหรือ ...


กระแสสังคมเกี่ยวกับคำว่า “หนักแผ่นดิน” นี้กำลังมาแรงติดแฮชแท็กบนโลกออนไลน์อยู่ในระดับ Talk of The Town กันเลยทีเดียว  ด้วยความอยากรู้ความหมายที่ชัดเจนและที่มาของคำนี้จึงลองค้นหาดู ผมกลับพบหนังสือเล่มนี้ #อ่านก่อนสิ้นใจถ้าไม่อยากตายไปให้คนด่าว่า “หนักแผ่นดิน” ครับ  ซึ่งเป็นผลงานล่าสุดของ แบงค์สเกตซ์กรรม” โดยมีเนื้อหาของหนังสือเน้นการเล่าเรื่องสะท้อนสังคม เตือนให้คนเราหันมาพิจารณาและมองดูข้อเท็จจริงต่างๆ ของการดำเนินชีวิต เพื่อนำไปประยุกต์ใช้อย่างมีคุณค่า รู้จักเสียสละ ละทิ้งสิ่งที่ไม่มีค่าและไม่เป็นสาระแก่ตนออกไป สามารถดำเนินชีวิตให้เกิดประโยชน์ส่วนตนและประโยชน์ส่วนรวมขึ้นมา เพื่อใช้โอกาสแห่งการเกิดเป็นมนุษย์ครั้งนี้อย่างมีคุณค่าที่สุด

สารบัญของหนังสือเล่มนี้ครับ
- มือถือสากปากถือศีล
-
เพลง หนักแผ่นดิน
-
คนที่มีลักษณะส่อไปในทาง หนักแผ่นดิน
-
นิสัยเสียของคนไทย (บางคน) ที่ยากแก้ไข (แก้ได้ แต่ไม่ทำ)
-
มหกรรมร่วมด้วยช่วยกัน เก็บ!
-
คนไทยไม่มีวินัย...จริงหรือ
-
ตำรวจ (บางคน) เพื่อแผ่นดิน เพื่อประชาชน หรือเพื่อตนเอง!?
-
ธรณีสูบ เพราะหนักแผ่นดิน!
-
น้ำท่วมคน น้ำท่วมใจ
-
นิทาน...พระเจ้า
ฯลฯ


อ่านหัวข้อจากสารบัญแล้ว ก็พอเป็นไปได้ใช่ไหมครับว่า การจะไม่ถูกมองหรือถูกว่า #เป็นคนหนักแผ่นดิน นั้น ต้องทำอย่างไรบ้าง ... ถึงแม้ภาพของการทำอะไรเพื่อสังคมมันจะดูเป็นเรื่องที่ดูยุ่งยากไปบ้าง หรือดูยิ่งใหญ่เหลือเกิน แต่ก็เป็นเรื่องที่ทุกคนสามารถช่วยกันสร้าง แบ่งปันกันและกันได้ และที่สำคัญที่สุด คือ การมอบสิ่งดีๆ ให้แก่ผู้อื่น ก็เสมือนการให้ตัวเราด้วยครับ อย่างน้อยก็เป็นเรื่องของจิตใจ ซึ่งการให้ก็เป็นการขัดเกลาระดับจิตใจของเราให้มีคุณค่ามากยิ่งขึ้น สร้างสังคมให้มีพื้นที่แห่งความสุขได้กว้างขึ้น อนาคตลูกหลานของเราก็จะมีระดับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นด้วยนะครับ ... ทำดีเพื่อตนเอง เพื่อคนรอบข้าง และเพื่อแผ่นดิน อาจทำให้เรามีสุขภาพกาย สุขภาพจิตที่ดีขึ้น น้ำหนักเราอาจดูเบาขึ้นหรือแข็งแรงขึ้น ... ทำได้แบบนี้ เลิกกังวลว่าคนจะว่าเราเป็นคนหนักแผ่นดินได้เลยครับ 😊


หากต้องการค้นหารายการหนังสือเล่มอื่นๆ เพิ่มเติม ...  แวะชม 🕮 ที่นี่นะครับ 



วันศุกร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2561

Hnoom Book Worm - 13 Things Mentally Strong People Don't Do

Hello ... It's Hnoom Book Worm







Generally, Mentally Strong People is accepted and respected like The Hero or Model of everyone.  Nobody wants to be the weakness person, because everyone wants to be accepted from the their families and socials.  We all want to have values in someone’s life but not everyone that born to be the star, so we have get in practice and prepare to step up the point of expectation. 

Sometimes, we would like to know that anything else that made up the Mentally Strong People.  This book "13 Things Mentally Strong People Don't Do," written by Amy Morin, Psychologist who will take you The Key on how they are the strong ones.  Certainly, It's about controlling your thoughts, behaviors, and emotions…Don’t Do …

The Following are 13 things or Behaviors that mentally strong people do not do, by Morin.

1. They don't waste time feeling sorry for themselves
Because if you feel sorry for yourself intensely, it means that you are creating the negative emotions, more hurts and broken relationships soon. 
You have to set up that you are happy and appreciate what you have.

2. They don't give away their power
Whenever you feel losing energy and emotion, so your power is destroying then.  This time, other people will control you by some ways and your mind will be more weakness from time to time.
Oprah Winfrey that Morin raise up to mind empower the book reader because Winfrey was dealing with many bad situations but she set her mind that she will not giving away her power.  Finally she is very famous in this world.

3. They don't shy away from change
Morin said that Change has five stages, pre-contemplation, contemplation, preparation, action, and maintenance. We have to making changes without shying away from them prevents growth. Morin also said that "The longer you wait, the harder it gets," she says.

4. They don't focus on things they can't control
It is so true that Morin saying, "Rather than focusing on managing your anxiety, you try controlling your environment," You may take off your focus on things you can't control then your happiness will be increased, and many things in your life will be beautiful.

5. They don't worry about pleasing everyone
Morin lists four facts of pleasing people, waste time, get easily to be manipulated, it’s OK for others to be angry or disappointed, and the truly fact one is we can’t please everyone.
If you drop out of pleasing people format from your mind, you will be quality stronger one.

6. They don't fear taking calculated risks
Let’s see the Questioning lists from Morin on how to explore the risk. Because almost people are often afraid to take risks and Morin writes that A lack of knowledge about how to calculate risk leads to increased fear.
Ask yourself the following questions.
—What are the potential costs?
—What are the potential benefits?
—How will this help me achieve my goal?
—What are the alternatives?
—How good would it be if the best-case scenario came true?
—What is the worst thing that could happen, and how could I reduce the risk it will occur?
—How bad would it be if the worst-case scenario did come true?
—How much will this decision matter in five years?

7. They don't dwell on the past
No ones can change The past.  You have to prevent yourself from sinking to the past, but you should enjoy every single moments in the present and planning for the future as well.  Morin saying that actually, thinking about the past is still have the benefit for life, because we can take them as the lessens learned, explore the past experiences in new perspective.

8. They don't make the same mistakes over and over
We can learn from the mistakes, but lots of mistakes that is hard for keep more learning. Even the mentally strong people accept responsibility for the mistakes but they also create a thoughtful, written plan to protect the situations of mistakes come again and again.

9. They don't resent other people's success
I love this speech of Morin, focusing on another person's success will not pave the way to your own, since it distracts you from your path. So, becoming success person, you have not to focusing on others.  Just overlook your talents and abandon your values and relationships.

10. They don't give up after the first failure
Bear in mind that Thinking that failure is unacceptable or that it means you aren't good enough does not reflect mental strength. Morin writes "bouncing back after failure will make you stronger,"

11. They don't fear alone time
Sometimes, Alone can create a powerful experience to your thoughts and bring you reach to the goals.  Morin lists in her book about the benefits of solitude as the following.
—Solitude at the office can increase productivity.
—Alone time may increase your empathy.
—Spending time alone sparks creativity.
—Solitary skills are good for mental health.
—Solitude offers restoration.

12. They don't feel the world owes them anything
Morin says something about this item, "Life isn't meant to be fair. Sometimes, we have to deal with happiness moments but sometimes we have to deal with unhappiness as well.  Because of no one is entitled to anything. 
You have to create these things for yourself that is better.  For example, focus on your efforts and accept criticism,  If you are still comparing yourself with others, you will only set you up for disappointment.

13. They don't expect immediate results
The mentally strong people are willing to wait the outcomes of expectation in realistic situations, so don’t be impatient because it will be raised up your stress and effect to the mental health.
Just keep your mind to the right processes, looking to your past until now, and admiring yourself as supporting.





More Search Please ...  



วันศุกร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2561

หนุ่มหนอนหนังสือ - คนบ้าที่หน้าประตู #เปิดใจ หรือ #ปิดใจ

หนุ่มหนอนหนังสือ ... สวัสดีครับ






Open Mind … การเปิดใจ ไม่ใช่ทำได้ง่ายกับทุกคน

หากเปรียบจิตใจเหมือนกับประตู ... ประตูใจของแต่ละคนก็ถูกออกแบบมาไม่เหมือนกัน
ประตูใจของบางคนเป็นเหมือน ประตูเหล็กตามอาคารพาณิชย์หรือตึกแถว ที่ต้องปิดล็อคถึงสองชั้น ซึ่งก็เหมือนการป้องกันจิตใจที่อาจอ่อนไหวต่อโลกภายนอก และป้องกันจากใครบางคนที่เข้ามาลวงหลอกแล้วก็จากไป ... หลายคนหมดเรี่ยวแรงไปกับการใช้กำลังในการเปิดปิดประตูเหล็กในแต่ละวัน การเปิดแง้มเพียงเล็กน้อย ให้มีพื้นที่เพียงแค่พอที่เราจะเข้าออก จึงง่ายกว่า การเปิดกว้างจนสุด เพราะไม่รู้ว่าเราจะมีแรงปิดได้เท่ากับตอนเปิดอีกหรือไม่
 
เพื่อไม่ให้ใครๆ เข้าถึง ความจริงส่วนลึกที่ถูกซ่อนอยู่ภายในใจ ผู้นั้นจึงต้องเปิดประตูเหล็กให้มีเสียงเบาที่สุด
แต่ สนิมที่เกาะประตูใจ จะขัดยังไงก็ขัดยาก แต่ก็ใช่ว่าจะขัดออกไปมิได้ ... คนเราจึงต้องการเพียงแค่ ใครสักคนที่เข้าใจ ธรรมชาติของเหล็กที่เคยกล้า ว่ามันมีความฝืดจากสนิมสีหม่นที่เริ่มกร่อน และหากใครคนนั้นสามารถช่วยกันขัดสนิมจนเห็นเหล็กกล้าอีกที ก็จะช่วยให้ผู้นั้นกลับมามีความพยายามที่จะเปิดใจรับสิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิตอีกครั้ง ... เพราะความเป็นจริงนั้น ไม่มีใครอยากปิดประตูขังตัวเองให้อยู่กับโลกสีเนกาทีฟตลอดไป หรอกครับ

หากวันใดวันหนึ่ง เราได้พบกับ คนที่เราไว้ใจ จนเรากล้าเริ่มที่จะเปิดใจเรียนรู้ชีวิตอีกครั้ง ... เราอาจมีแรงมากพอที่จะ เปิดประตูให้กว้างกว่าที่เคย ถึงจะมีเสียงรบกวนจากแรงเสียดสีของประตู แต่เราก็จะทำความเข้าใจได้ว่า มันเป็น องค์ประกอบของความอดทน สำหรับโอกาสใหม่ๆ ที่อาจจะดีกว่าสิ่งที่เคยมี ...


มีสำนวนภาษาอังกฤษที่กล่าวไว้ว่า To put yourself in someone’s shoes ... ก็เปรียบหมายถึง การเอาใจเราไปใส่ใจเขา หรือ การเอาใจเขาไปใส่ใจเรา นั่นเอง ... เราอาจไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า ภายใต้รองเท้าที่แต่ละคนใส่นั้นผ่านอะไรในชีวิตกันมาบ้าง เพราะฉะนั้นอย่าเพิ่งไปต่อว่าหรือตัดสินการกระทำบางอย่าง ... นับตั้งแต่ก้าวแรกที่มีคนมาหาเราที่หน้าประตู และ เมื่อเราลองเปิดประตูใจให้ใครบางคนเข้ามาเรียนรู้ เขาอาจไม่ถอดรองเท้าและย่ำใจเราโดยไม่สนใดๆ ทั้งสิ้น ในขณะที่บางคนอาจถอดวางรองเท้าให้เป็นระเบียบก่อนเดินเข้าใจ ... แต่บางครั้งเรื่องราวอาจพลิกก็ได้ครับ เพราะคนที่ไม่ถอดรองเท้านั้นเขาอาจเจ็บเท้า เท้าเป็นแผล หรือคิดกังวลในเรื่องของกลิ่นเท้าที่อาจส่งผลให้บรรยากาศที่มีระหว่างกันมันดูแย่ลงไป ในขณะที่ การถอดรองเท้าของบางคนอาจเพียงเพราะเขาไม่อยากให้รองเท้าราคาแพงเปื้อนมากกว่า  อย่างไรก็ตาม ... “DON’T JUDGE A MAN UNTIL YOU HAVE WALKED A MILE IN HIS BOOTS” – อย่าด่วนตัดสินคนจนกว่าคุณจะได้ผ่านประสบการณ์เหมือนเขา

ความน่าสนใจสำหรับหนังสือเล่มนี้ #คนบ้าที่หน้าประตู ... เป็นนวนิยายเรื่องเล่าผ่านตัวละครตัวหนึ่งที่ได้ผ่านช่วงชีวิตที่ถูกตีตราจากสังคมจนทำให้เขารู้สึกสับสน ท้อแท้  มองตัวเองเป็นปัญหา จนไม่อยากเปิดใจรับใครๆ ผ่านเข้ามาในชีวิต แต่ในที่สุด เมื่อตัวละครนี้ได้ ค้นพบตัวเองด้วยความเข้าใจตนและเข้าใจโลก มากขึ้น มันก็ทำให้เขา เห็นความหมายและทางออกของชีวิต ขึ้นมาอีกครั้งครับ ... ลองอ่านดูครับ ลองดูว่า โลกที่เขาถูกคนอื่นมองว่ามีไม่เหมือนคนอื่นนั้นเป็นอย่างไร เขาต้องพบกับความโศกเศร้าเสียใจอะไรบ้าง เขาเคยใช้อะไรในการป้องกันตนเองจากการตัดสินและโจมตีทางสังคม และเขาผ่านช่วงแห่งความสับสนของชีวิตจนกลับมาเป็นคนที่เข้มแข็งและมีกำลังใจให้กับตัวเองได้อย่างไร ... ถึงแม้จะเป็นนวนิยาย แต่มันก็เป็นนวนิยายร่วมสมัยที่สามารถแสดงให้เห็นข้อเท็จจริงทางสังคม และเป็น นวนิยายที่ให้แง่คิดในการดำรงชีวิตในยุคนี้ ได้อีกด้วย


อย่าลืมนะครับ ... #เปิดใจรับใคร ก็เตรียมเผื่อใจให้กับความผิดหวังบ้าง
#เตือนใจตัวเอง ... #ประตูใจ ...
à บางคนจำเป็นต้องปิด
à บางคนพร้อมที่จะเปิด
#เตือนใจตัวเอง ... #ความทรงจำ ...
à บางคนต้องการเก็บ
à บางคนต้องการปล่อย


รายละเอียด : คนบ้าที่หน้าประตู
สารบัญ : คนบ้าที่หน้าประตู
วันที่ 1 : เวียน
วันที่ 1 : จบ
วันที่ 1 : พบ
วันที่ 1 : หนี
วันที่ 1 : หวน
วันที่ 1 : วน
วันที่ 1 : เผย
วันที่ 1 : ถอน
วันที่ 1 : ฝืน
วันที่ 1 : เปิด
วันที่ 1 : ปิด
วันที่ 1 : ทอง
วันที่ 1 : เมิน
วันที่ 1 : มืด
วันที่ 1 : นาก

รีวิวโดยนักเขียน : คนบ้าที่หน้าประตู
            ราวสิบปีที่แล้วเห็นจะได้ คนบ้าปรากฏตัวเป็นครั้งแรก สงสัยข้าพเจ้าจะมองดูเขานานเกินไป จึงไม่ทันหันหลบ คนบ้าเห็นข้าพเจ้า เขาเดินมาหาและนั่งเฝ้าข้าพเจ้าอยู่อย่างนั้น ไม่เคยจากไปไหนอีกเลย จนกระทั่งสามปีที่แล้ว สามปีที่แล้ว หลังจากข้าพเจ้าเขียนเรื่องคนบ้าคนนั้นจนได้เป็นต้นฉบับส่งเข้าประกวดและได้รับรางวัลยอดเยี่ยม สาขาวรรณกรรม รางวัลยุวศิลปินไทย 2558 หรือ YOUNG THAI ARTIST AWARD 2015 ของมูลนิธิเอสซีจี ต่อมาและโดยความกรุณาของคุณจตุพล บุญพรัด บรรณาธิการแพรวสำนักพิมพ์ ต้นฉบับชิ้นนั้นก็กลายเป็นนวนิยายเล่มนี้ ขณะเดียวกันคนบ้าก็เหมือนจะมีที่ทางของตัวเอง เขาไม่ค่อยมาให้ข้าพเจ้าเห็นหน้าค่าตาบ่อยเท่าใดนัก ขอขอบคุณเหล่าผู้สนับสนุนตลอดชีวิตของข้าพเจ้ามา ณ ที่นี้ รวมถึงทุกสิ่งทุกอย่างทั้งดีและร้ายที่เกิดขึ้นในชีวิตอันอลหม่านของข้าพเจ้า รวมถึงคนบ้าคนนั้นด้วย
* ติกขปัญญ์ มณีนุ่ม *


รีวิวโดยสำนักพิมพ์ : คนบ้าที่หน้าประตู
            อาจด้วยเพราะชื่อเรื่องทำนองว่านี้เป็นเรื่องของคนบ้าที่ไม่เร่งเร้าใจนัก จึงมีบางคนถามว่า คนบ้าที่หน้าประตู นวนิยายขนาดสั้น 17 ตอนของนักเขียนหญิงรุ่นใหม่นามติกขปัญญ์ มณีนุ่ม เล่มนี้ มีความน่าสนใจให้ชวนอ่านอย่างไรบ้าง บรรณาธิการตอบไปว่า น่าสนใจแรกคือ นิยายเรื่องนี้เป็นนิยายแนวค้นพบตัวเอง (novel of growth and self discovery) เป็นการค้นพบตัวเองของ ทอง-ธเนศ ตัวละครคนหนุ่มวัยเริ่มทำงาน โดยมีเมืองใหญ่เป็นฉากหลัง ซ้ำยังซ่อนฉากหลังไว้ด้วยฉากสังคมเกษตร ที่มีตัวละครสำคัญอีกตัวคือนากน้องสาวของทอง ความน่าสนใจต่อมาคือ นักเขียนเล่าเรื่องด้วยกระแสสำนึกของตัวละคร ใช้สัญลักษณ์และภาษาที่ลึกซึ้งคมคาย นำพาผู้อ่านเข้าถึงพฤติกรรมของตัวละครได้ดี ขณะที่ความน่าสนใจสุดท้ายคือ คนบ้าที่หน้าประตู เรื่องนี้นับเป็นนิยายที่ได้รับรางวัลยอดเยี่ยม YOUNG THAI ARTIST AWARD เมื่อปี 2015 ทำไมอย่างไร นิยาย คนบ้าที่หน้าประตู เรื่องนี้จึงได้รับรางวัลยอดเยี่ยม






หากต้องการค้นหารายการหนังสือเล่มอื่นๆ เพิ่มเติม ...  แวะชม 🕮 ที่นี่นะครับ 




วันจันทร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

หนุ่มหนอนหนังสือ : กฎข้อนึงของความสัมพันธ์ ... ไปต่อหรือไปต่อไม่ได้













เชื่อไหมครับว่า ... ทุกๆ ความสัมพันธ์ล้วนมีกฎบางข้อซ่อนอยู่ในความผูกพันของกันและกันเสมอ

หากพูดถึงเรื่องของสัมพันธภาพ ... นิยามโดยทั่วไปอาจหมายถึง การให้ความรู้สึกไว้เนื้อเชื่อใจต่อกัน การให้กำลังใจและพร้อมที่จะอยู่เป็นเพื่อนร่วมปรับทุกข์สุขในยามที่เราต้องการเสมอ ... หากเราแปลนิยามของคำว่าสัมพันธภาพ ดีๆ เราจะพบว่า เนื้อหานั้นแฝงกฎบางอย่างบนความสัมพันธ์ไว้ เช่น ห้ามทรยศหักหลัง อย่าหวังตวงแต่ผลประโยชน์ส่วนตน รู้จักให้และรู้จักรับในระดับที่พอดี ...


ผมเชื่อว่าทุกสัมพันธภาพ ไม่ว่าจะเป็น มิตรภาพความเป็นเพื่อน หรือการมีชีวิตคู่ ... แต่ละคน แต่ละกลุ่ม หรือแต่ละคู่ ต่างก็มีระยะเวลาในการเรียนรู้ไม่เท่ากัน น่าเสียดายครับที่บางคนมีโอกาสเรียนรู้กันและกันเพียงแค่ช่วงเวลาสั้นๆ แต่บางคนก็ได้เรียนรู้กันและกันตลอดช่วงชีวิต ... ตัวแปรหนึ่งที่สำคัญคือ กฎของสัมพันธภาพ ที่แต่ละคนวางไว้เป็นเดิมพัน ... กฎของผม กฎของคุณ กฎของเรา ... ลองมาดูกันดีกว่าครับว่า กฎข้อนึง ของความสัมพันธ์ ที่หนังสือเล่มนี้กำลังสื่อนั้น คืออะไร ...

ครั้งแรกที่ผมพบหนังสือเล่มนี้ ผมเข้าใจว่า กฎข้อนึง ของความสัมพันธ์ ก็จะมีเพียงหนึ่งข้อเท่านั้น
แต่สารบัญภายในหนังสือเล่มนี้ได้แสดงรายชื่อบทต่างๆ ให้ผู้อ่านรู้ว่า “กฎของความสัมพันธ์” นั้น ไม่ได้มีเพียงแค่ข้อเดียว ผู้แต่งหนังสือเล่มนี้ได้ตีแผ่กฎของความสัมพันธ์บนหนังสือเล่มนี้ไว้ดังนี้ ครับ
*  Leave Group
*  เราถูกสร้างมาเพื่อเติมเต็มกันและกัน
*  ในความรักไม่มีใครที่สมบูรณ์แบบ
*  เรียนรู้ที่จะอยู่กับตัวเองให้เป็น
*  ไม่ว่าใครก็ตามไม่มีสิทธิ์ห้ามเรามีความสุข
*  มันก็แค่อีกหนึ่งวันแย่ๆ เท่านั้นเอง


ลองมาดูรีวิวของทั้งนักเขียนและสำนักพิมพ์ฯ ที่ได้กล่าวถึงหนังสือเล่มนี้กันบ้างดีกว่า ...

รีวิวโดยนักเขียน : กฎข้อนึง ของความสัมพันธ์
ผมรู้สึกเสมอว่าความเจ็บปวดของเราส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากการที่เราไม่อยากให้มีอะไรเปลี่ยนไป ลึกๆ แล้วเราอยากให้ทุกอย่างเหมือนเดิมอย่างที่มันเคยเป็น เพราะแม้ว่าสิ่งที่เป็นอยู่นั้นอาจไม่ได้ดีนัก แต่เมื่อมันเป็นสิ่งที่เป็นอยู่นั้นอาจไม่ได้ดีนัก แต่เมื่อมันเป็นสิ่งที่เราเผชิญอยู่ทุกๆ วันเรารู้ดีว่าเราจะรับมือกับมันได้อย่างไร

เพราะอย่างนั้นเราจึงอยากให้ทุกอย่างเป็นเหมือนเดิม อยากให้คนที่เรารักเขายังรักเราเหมือนเดิม อยากหยุดเวลาช่วงวัยเยาว์เอาไว้ไม่อยากเติบโต ไม่อยากไปพบเจออะไรก็ตามที่เราไม่รู้จัก เรายินดีกับการอยู่ใน comfort zone มากกว่าต้องออกไปผจญภัยกับวันข้างหน้าที่ไม่มีอะไรแน่นอน

เรายินดีกับการอยู่ตรงที่เก่า มากกว่าการเดินหน้าไปยังที่ใหม่ๆ ซึ่งเราไม่คุ้นเคย ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว สิ่งที่เราเรียกว่า comfort zone มันอาจไม่ได้ปลอดภัยอย่างที่เราคิดก็ได้ และเราเองก็รู้ดีแต่เพราะว่าเราหวาดกลัวกับวันข้างหน้าที่เราไม่รู้มากเกินไป เราเลยยังรู้สึกกว่าการเปลี่ยนแปลงหรืออะไรที่เปลี่ยนไป เป็นเรื่องยากเย็นเกินรับมือได้มากกว่า ทั้งที่ในความจริงไม่มีอะไรไม่เปลี่ยนไป

ทุกอย่าง ทุกคน สรรพสิ่ง เปลี่ยนแปลงไปในทุกวัน การที่เรากลัวความเปลี่ยนแปลงหรือกลัวว่าอะไรๆ จะเปลี่ยนไปเท่ากับเรากลัวสิ่งที่อยู่กับเรามาตั้งแต่ต้นและเราไม่มีวันหนีพ้น แม้แต่ตัวเราเองร่างกายของเราเปลี่ยนไปในทุกวัน จากเด็กทารกในวันแรกเกิด กลายเป็นวัยชราในวันที่บั้นปลายมาถึง

จิตใจของเราเอง ความคิด ความเชื่อ ความฝัน ทัศนคติของเราก็เปลี่ยนแปลงไปเสมอและเราเองก็รู้ดี เมื่อเราเห็นแล้วว่าไม่มีอะไรไม่เปลี่ยนไป ไม่, แม้กระทั่งตัวเราเอง วิธีการที่จะอยู่กับความเปลี่ยนแปลงได้ดีที่สุดย่อมไม่ใช่การหลบหนี แต่คือการยอมรับความจริงว่า ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมเปลี่ยนไปในวันหนึ่ง และมันเป็นเช่นนั้นเอง

รีวิวโดยสำนักพิมพ์ : กฎข้อนึง ของความสัมพันธ์
ความสัมพันธ์เป็นเรื่องซับซ้อนเพราะเกิดจากคนสองคนมาสานสัมพันธ์กัน ปกติแค่เราสัมพันธ์กับตัวเองคนเดียวยังเหนื่อยเลย แล้วนี่คือคนแปลกหน้า ไม่รู้จักกันมาก่อนแต่เราเปิดโอกาสที่จะทำความรู้จัก และเรียนรู้ซึ่งกันและกัน

ตอนแรกทั้งสองฝ่ายอาจจะถ้อยทีถ้อยอาศัยเอาด้านดีๆ มามอบให้กัน แต่เมื่อเริ่มสนิทสนมคุ้นเคยก็กลายเป็นว่าปล่อยปละละเลยไม่สนใจดูแล และไม่สร้างสายสัมพันธ์ใหม่ๆ แต่บั่นทอนสายสัมพันธ์ที่มีลง แน่นอนที่เราควบคุมบังคับคนอื่นไม่ได้หรอกเราทำได้เพียงดูแลและควบคุมตัวเอง กฎข้อนึงของความสัมพันธ์คือ ให้รักษาพื้นที่ส่วนตัวและความเป็นตัวเองไว้ 70% และแชร์พื้่นที่ส่วนกลางกับอีกคน 30% โดย 30% นี่เป็นของเรา เมื่อรวมกับของเขาอีก 30% ก็จะมีพื้นที่ส่วนกลางระหว่างกันถึง 60% ไม่น้อยเลยใช่ไหมล่ะ

รัก นับถือ เคารพ และรักษาสิทธิของตัวเองให้มากๆ แล้วก็รัก นับถือ เคารพ และรักษาสิทธิของคนอื่น ให้มากๆ เท่าที่เรารักตัวเองแล้วเรื่องดีๆ จะเกิดขึ้น



ส่วนตัวผมเอง ... ผมมองว่าหนังสือเล่มนี้เป็นอีกเล่มหนึ่งที่น่าอ่านมากเลยทีเดียว กฎบางข้อก็ตรงกับใจผม และผมเชื่อว่า กฎบางข้อก็ตรงกับใจของคุณเช่นกัน ... เราไม่รู้หรอกว่า กฎของความสัมพันธ์ที่เราสร้างขึ้นจะเป็นที่ยอมรับจากผู้คนรอบข้างของเราหรือไม่ จนกว่าเราจะเรียนรู้จากสถานการณ์ของการอยู่ร่วมกัน ... เราสร้างกฎขึ้นมาได้แต่อย่ากดดันตัวเองและคนอื่นด้วยกฎที่เราสร้างขึ้นมา นะครับ

“ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงเสมอ ไม่ว่าเราอยากให้มันเหมือนเดิมสักเท่าไหร่”



หากต้องการค้นหารายการหนังสือเล่มอื่นๆ เพิ่มเติม ...  แวะชม 🕮 ที่นี่นะครับ 

วันอาทิตย์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

หนุ่มหนอนหนังสือ : ศิลปะการอยู่ร่วมกับคนเฮงซวย The Asshole Survival Guide








เริ่มแรกที่พบหนังสือเล่มนี้ บอกตามตรงเลยครับว่าสะดุดตากับชื่อหนังสือมาก ... ชื่อชวนอ่านมากจริงๆ

หากพูดถึงคำว่า คนเฮงซวย ... ด้วยความหมายของคำนี้ เราย่อมเห็นภาพด้านลบของคนๆ หนึ่งที่อยู่ในความคิดของเรา ซึ่งคนๆ นี้อาจมีผลต่อการดำเนินชีวิตของเราด้วย ... การตัด คนเฮงซวย ออกไปจากชีวิต ไม่ง่ายเลยใช่ไหมครับ อาจเพราะเราและเขายังคงมีความทรงจำระหว่างกัน หรือ เราและเขาอาจมีความจำเป็นบางอย่างที่ยังต้องมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันอยู่  ... ถ้ามีปุ่มลบความทรงจำ หรือ มีปุ่มเปลี่ยนแปลงความจำเป็น เราคงรีบกดปุ่มนั้นเลยใช่ไหมครับ

ทางเลือกจึงมีไม่มากนัก ... การหาวิธีที่จะอยู่ร่วมกับ คนที่ไม่โอเค จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่เราใช้ประนีประนอมในเรื่องของความสัมพันธ์ ... "ศิลปะการอยู่ร่วมกับคนเฮงซวย" จึงช่วยสร้างเป้าหมายของการมีช่วงชีวิตที่สงบสุข ลดสถานการณ์ความทุกข์ที่อาจเกิดขึ้นของการอยู่ร่วมในสังคม เพราะเราต้องเจอทั้งคนดีและคนไม่ดีปะปนกันไปในแต่ละวัน  หนังสือเล่มนี้จึงช่วยให้มองปัญหาที่เราอาจมีกับคนเฮงซวยในมุมใหม่ และสามารถพาตัวเองให้หลุดพ้นจากวัฏจักรที่น่าอึดอัดและเป็นปัญหานั้นได้ง่ายกว่าเดิมมากขึ้น

เนื้อหาปกหลัง : ศิลปะการอยู่ร่วมกับคนเฮงซวย The Asshole Survival Guide
"ไม่ว่าเราจะพยายามหลีกเลี่ยงคนเฮงซวยมากแค่ไหน คนเฮงซวยก็โผล่มาในชีวิตเราได้อยู่ดี โรเบิร์ต ซัตตัน มอบทางออกหลากหลายวิธีที่ทั้งเข้าใจง่าย ระแวดระวัง และทำได้จริง เพื่อการอยู่รอดและเจริญก้าวหน้าในสถานการณ์ที่เจ็บปวดเหล่านั้น งานวิจัยล่าสุดพร้อมด้วยตัวอย่างต่างๆ จากชีวิตจริงที่ทั้งน่าคิดและฮาได้ใจทำให้ ศิลปะการอยู่ร่วมกับคนเฮงซวย เป็นแหล่งข้อมูลที่ไม่มีไม่ได้เลยละ" (เกร็ตเชน รูบิน เจ้าของผลงานหนังสือขายดี The Happiness Project และ Better Than Before)

"หนังสือเล่มนี้ถือเป็นหนังสือคลาสสิกร่วมสมัย เป็นคู่มือที่เปี่ยมชีวิตชีวาและหลักแหลมที่จะช่วยให้เราลดการพบเจอและปกป้องตัวเองจากบรรดาคนงี่เง่า พวกชอบกลั่นแกล้ง พวกอันธพาล และเหล่าเกรียน ที่คอยแต่จะข่มขวัญและดูถูกดูแคลนคนอื่น เรายิ่งต้องการยาถอนพิษจากคนเฮงซวยที่เพ่นพ่านอยู่ในหมู่เรากว่าที่เคย" (แดเนียล เอช. พิงค์ เจ้าของผลงานหนังสือขายดี To Sell Is Human and Drive)

"นี่เป็นคู่มือที่คุณต้องมีไว้เพื่อใชัรับมือบรรดาคนที่แย่ที่สุดในชีวิต และเพื่อป้องกันไม่ให้คนเหล่านั้นแพร่เชื้อร้ายใส่คุณด้วย ถ้าคุณเคยมีเจ้านาย ลูกค้า หรือเพื่อนร่วมงานที่เลวร้าย หนังสือเล่มนี้อัดแน่นด้วยคำแนะนำที่ทั้งชาญฉลาดและปฏิบัติได้จริงให้คุณได้นำไปใช้ และต่อให้โลกของคุณจะไม่มีคนงี่เง่าเลยสักคนเดียว ก็มีเล่มนี้ไว้เป็นหลักประกันความสุขก็ได้" (อดัม แกรนด์ นักเขียน New York Times Bestseller ผู้เขียน Give and Take and Originals และผู้ร่วมเขียน Option B)

รีวิวโดยบุ๊คเมท : ศิลปะการอยู่ร่วมกับคนเฮงซวย The Asshole Survival Guide
ตอนแรกก็คิดว่าเป็นหนังสือแปลจะเข้ากับบริบทคนไทยไม่ได้ แต่เห็นกระแสที่แรงมากๆ เลยตัดสินใจซื้อดู ปรากฏว่าชอบมากครับ วิธีการและเนื้อหาสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับสังคมเราได้ตรงๆ เลยล่ะ เพิ่งรู้ว่าคำว่าเฮงซวย หรือ Asshole มันเป็นคำสากลที่หมายถึงกลุ่มคนนิสัยลักษณะเดียวกัน ยังไงเราก็ต้องเจอเข้าสักวัน ไม่เราก็เขานี่แหละที่จะเป็นคนเฮงซวยในสายตาคนอื่น

รีวิวโดยสำนักพิมพ์ : ศิลปะการอยู่ร่วมกับคนเฮงซวย The Asshole Survival Guide
อยู่ร่วมกับคนดีๆ ยังต้องมีศิลปะ นับประสาอะไรกับคน "เฮงซวย" ทุกสายพันธุ์ไม่ว่าจะเป็นคนขี้วีน ช่างจิกกัด ชอบกดดัน กลั่นแกล้ง แทงข้างหลัง ฯลฯ พูดรวมๆ คือพวกมีปมที่มีความสุขบนความเจ็บปวดของคนอื่น เมื่อต้องเผชิญสถานการณ์สุดเซ็งเพราะคนนิสัยแย่ นอกจากความหงุดหงิดตึงเครียดอันเป็นปฏิกิริยาปกติแล้ว เราอาจเกิดความสับสนว้าวุ่นใจและเกิดคำถาม เช่น "เราหรือเขากันแน่นะที่เฮงซวย" "ควรสู้หรือควรหนี" "มีคนเจอเหมือนเราบ้างไหม" "คนอื่นๆ เขาทำยังไง" ฯลฯ ... และนั่นไม่ใช่คำถามไร้สาระเลย อันที่จริงมันช่วยนำไปสู่ทางออกที่สวยงามกับทุกฝ่ายด้วยซ้ำ โรเบิร์ต ไอ. ซัตตัน ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด นักเขียนหนังสือขายดีของนิวยอร์กไทมส์ ผู้ได้รับขนานนามว่าเป็น "Mr. Asshole" (ผู้เชี่ยวชาญด้านความเฮงซวย) จะช่วยตอบคำถามสำคัญเหล่านี้

โดยส่วนตัว ผมมองว่า ความน่าสนใจของหนังสือเล่มนี้ คือ การได้เรียนรู้ที่จะประเมินสถานการณ์เฮงซวย ประเมินลักษณะของคนเฮงซวย ประเมินตัวเราเอง ประเมินหาทางสู้และหาทางหนี ประเมินท่าที ... บางทีเราอาจไม่รู้ว่า ตัวเราเองก็อาจเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา  ใช่เราหรือเปล่าที่เป็นตัวกระตุ้นที่ทำให้เกิดสถานการณ์เช่นนี้ และใครบ้างที่เป็นตัวจริงตัวหลอกของสถานการณ์เฮงซวย ... ที่แน่ๆ คือ เราไม่ต้องการเจอกับเหตุการณ์แย่ๆ กับคนแย่ๆ แบบซ้ำๆ ใช่ไหมครับ การที่ได้เรียนรู้วิธีการรับมือและการจัดการกับปัญหาที่เฮงซวย จึงถูกรวบรวมอยู่ในหนังสือเล่มนี้แล้ว ... ลองหาอ่านกันดูครับ มีจำหน่ายตามร้านหนังสือชั้นนำและออนไลน์สโตร์ ... ตัดคำหลังทิ้งแล้วขอให้ เฮงๆ ทั้งปี เฮงๆ ต้นปี เฮงๆ ท้ายปี ครับ






หากต้องการค้นหารายการหนังสือเล่มอื่นๆ เพิ่มเติม ...  แวะชม 🕮 ที่นี่นะครับ